โดย Mobile01
หลังรอคอยมานานห้าปีและวิจัยกันอย่างแข็งขัน เราพบว่า Sony ได้เลือกทำตามเส้นทางที่ตนช่ำชองในการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K และปรับปรุงคุณภาพของภาพความละเอียด 4K ให้เต็มศักยภาพที่สุด กล้อง Alpha 7S III สามารถบันทึกวิดีโอ 4K 120P โดยมีความลึกของสี 10 บิตและระบบการเก็บข้อมูลสี 4:2:2 เมื่อใช้การบีบอัดแบบ Long-GOP หรือแบบ Intra ทั้งหมดหรือ S-Log3 ซึ่งช่วยให้มีช่วงไดนามิกที่สูงถึง 15 สต็อป เมื่อลงลึกยิ่งขึ้น เราก็สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงเมนูทั้งหมด ระบบทำงานได้นุ่มนวลขึ้น และปุ่มใช้งานง่ายขึ้น กล้องประกอบด้วยหน้าจอพับเปิดด้านข้างและช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ขนาด 9.44 ล้านจุด ระหว่างการทดสอบ เราพบว่าเมื่อใช้เวลาไปกับ Alpha 7S III นานขึ้น คุณจะเห็นรายละเอียดที่ไม่ได้คาดคิดอีกมากกว่าเดิม จึงบอกได้เลยว่าวิศวกรของ Sony ทุ่มเทอย่างหนักมากเพื่อทำให้อุปกรณ์ในยุคใหม่นี้สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอชื่นชมกล้อง Alpha 7S III มากจริงๆ ถ้าคุณสนใจการถ่ายวิดีโอ อย่าพลาดรีวิวของเราเด็ดขาด
เราได้รอคอยรุ่น S สีน้ำเงินนี้มาเป็นเวลาห้าปีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 กล้องซีรีส์ Alpha 7 ยังอยู่ในรุ่นที่สองในเวลานั้น เมื่อเปิดตัวกล้อง Alpha 7S IIก็มีการเปิดตัวกล้องรุ่น Alpha 10 โดยเป็นช่วงเวลาที่ Sony ได้รับข้อเสนอแนะมากมายจากผู้บริโภค ถึงแม้รูปลักษณ์ของกล้อง Sony เหล่านี้จะคล้ายคลึงกัน แต่ระบบการทำงานนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก
กล้อง Alpha 7S III มีโปรเซสเซอร์ BIONZ XR แบบคู่พร้อมชิปสองตัวบนแผงวงจร โปรเซสเซอร์นี้ทรงพลังยิ่งกว่าระบบประมวลผลภาพ BIONZ X ถึง 8 เท่า ฉะนั้นกล้องจึงมีความสามารถในการโฟกัสในระดับเดียวกันในทุกโหมด แม้ในโหมดการบันทึกแบบ 4K120P หรือ Intra 600Mpbs ทั้งหมด
กล้อง Alpha 7S III ในโหมด S-Log3 มีวิทยาการด้านสีแบบเดียวกับในกล้อง FX9 และการพกพาที่ง่ายดายขึ้นยิ่งทำให้รุ่นนี้เป็นกล้องสำรองการทำงานจากกล้อง FX9 ได้ด้วย นอกจากนี้กล้อง Alpha 7S III ยังรองรับบเอาต์พุตข้อมูลไฟล์ RAW 16 บิตด้วย คุณสามารถใช้สายเคเบิล HDMI เพื่อส่งออกข้อมูลไปยังหน้าจอบันทึก Atomos Ninja V เพื่อดึงเนื้อหาผลงานหลังการถ่ายทำออกมาได้โดยมีความลึกของสีสูงที่สุด
กล้อง Alpha 7S III มาพร้อมกับเซนเซอร์ภาพ Exmor R CMOS ฟูลเฟรมความละเอียด 12.1 เมกะพิกเซลแบบเรืองแสงด้านหลังใหม่ เพื่อให้ความไวแสงสูงและจุดสีรบกวนต่ำ
Optical SteadyShot™ Active Mode ใหม่ช่วยป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างการถ่ายภาพยนตร์ ขณะที่ฟิลเตอร์ด้านหน้าเซนเซอร์ภาพ CMOS จะแกว่งไปมาที่ความถี่ 70,000 รอบต่อวินาทีเพื่อกำจัดฝุ่นออกจากพื้นผิวเซนเซอร์
อุปกรณ์มีปุ่มบันทึกวิดีโอแยกต่างหากอย่างเห็นได้ชัดเจนที่ด้านขวาของกล้อง รูปแบบนี้ยังมีบนกล้อง Sony ZV-1 รวมทั้ง Sony Alpha 7C ใหม่ด้วย
ปุ่มมีความลึกพอให้สังเกตเห็นได้ง่าย
เมื่อเปิดตัวกล้อง Alpha 7S III เราโล่งอกมากที่ได้เห็นพอร์ต HDMI Type-A
ก่อนหน้านี้ Sony ใช้พอร์ตและขั้วต่อ Micro HDMI ที่พังง่าย แต่โชคดีที่ Sony เล็งเห็นปัญหานี้แล้ว เรานึกไม่ออกเลยว่ารุ่นต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับกล้อง Alpha 7S III ที่โดดเด่นเรื่องการบันทึกวิดีโอนี้ HDMI Type-A ก็ถือเป็นตัวเลือกที่จำเป็นและถูกต้องแล้ว
ต่อไปคือพอร์ต USB Type-C™ รองรับระบบชาร์จไวแบบ PD (เสียบไฟฟ้า) แต่เมื่อสายชาร์จ USB เชื่อมต่อกับพอร์ต USB Type-C™ แบตเตอรี่ภายในก็ยังคงถูกใช้อยู่ขณะถ่ายทำ หากการใช้พลังงานขณะถ่ายทำสูงเกินไปหรือแบตเตอรี่ต่ำเกินไป การถ่ายทำก็มีแนวโน้มที่จะหยุดลงขณะชาร์จ
จากที่เห็นในระบบการทำงานที่ด้านหลังของกล้อง ความลึกของปุ่ม รูปทรงของมินิจอยสติ๊ก และอื่นๆ อีกมากมาย เราก็บอกได้ง่ายๆ เลยว่ากล้อง Alpha 7S III มีดีไซน์ด้านหลังกล้องเหมือน Alpha 7R IV โดยเฉพาะมินิจอยสติ๊ก
ปุ่ม AF-ON ที่ฝังลึกลงไปอย่างประณีตก็เป็นดีไซน์ชั้นเลิศอีกอย่างที่เห็นมาตั้งแต่ในกล้อง Alpha 7R IV สำหรับกล้อง Alpha 7S III ไม่มีปุ่มใดที่มองไม่ชัดหรือตื้นเสียจนต้องกดด้วยเล็บ ซึ่งหมายความว่าในที่มืดคุณจะเดาฟังก์ชันของปุ่มได้คร่าวๆ จากการสัมผัส
หน้าจอพับเปิดด้านข้างเป็นอีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในกล้องรุ่น Sony Alpha 7 ดีไซน์หน้าจอพับเปิดขึ้นนี้เห็นได้จากกล้องหลายรุ่นของ Sony เช่น ซีรีส์ RX100, RX10, RX1, รุ่น α ที่มีหมายเลขรุ่นสี่หลัก กล้อง Alpha 7 และแม้แต่รุ่นใหม่อย่าง Alpha 9 บางหน้าจอพับขึ้นได้ 90 องศาและลงได้ 45 องศา ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน้าจอพับเปิดขึ้นบางส่วนสามารถพับขึ้นได้ 180 องศาเพื่อความสะดวกตอนถ่ายภาพเซลฟี่
อย่างไรก็ตาม หน้าจอพับเปิดด้านข้างยืดหยุ่นมากกว่าเนื่องจากหน้าจอพับเปิดด้านบนอาจชนกับไมโครโฟนภายนอกที่ด้านบนของกล้อง ตั้งแต่รุ่น ZV-1 เป็นต้นมา Sony ได้เปิดตัวดีไซน์หน้าจอพับเปิดด้านข้างสำหรับกล้องในแบรนด์ ซึ่งรวมถึงซีรีส์ Alpha 7 พอตัดสินจากสิ่งที่รู้เกี่ยวกับ Sony แล้ว ทางบริษัทต้องได้ฟังคำแนะนำมามากจากผู้บริโภคและพร้อมทำการปรับเปลี่ยนแน่ๆ ผมคิดว่าดีไซน์หน้าจอนี้จะยังใช้ต่อไปในกล้องของ Sony ทั้งหมดแน่
กล้อง Alpha 7S III เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เราอาจยกมาตรฐานขึ้นอีกเล็กน้อย ช่างภาพมักจะใช้พอร์ตที่อยู่ใกล้ตัว และอาจใช้แจ็คไมค์เพื่อบันทึกเสียง ใช้แจ็คหูฟังเพื่อฟังเสียง ใช้พอร์ต USB Type-C™ เพื่อเชื่อมต่อกล้องกับที่ชาร์จในระหว่างการถ่ายทำเป็นเวลานาน หรือใช้พอร์ต HDMI เพื่อส่งข้อมูล คุณจะเลือกใช้พอร์ตทั้งหมดก็ได้ แต่กรณีนี้หน้าจอจะเปิดออกไม่ได้อย่างอิสระนัก
แจ็คหูฟัง (สีดำ) ที่ด้านข้างและพอร์ตชาร์จ USB Type-C™ ด้านล่างอาจถูกหน้าจอปิดกั้นหากเปิดหน้าจออยู่ และสายเคเบิลเองก็อาจส่งผลต่อมุมที่หน้าจอพับได้ ในกรณีนี้คุณต้องพับหน้าจอไว้ที่ด้านหลังกล้องหรือปรับให้อยู่ตำแหน่งกึ่งเปิดครึ่งๆ กลางๆ
ต่อมา หน้าจอ LCD ความละเอียด 9.44 ล้านจุดคือดาวเด่นของกล้อง Alpha 7S III เพราะเป็น EVF ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในโลกและมีกำลังขยายถึง 0.9 เท่าชั้นนำของโลก
ถ้าอัตราส่วนภาพคือ 4:3 การมี 9.44 ล้านจุดหมายความว่าความละเอียดของ EVF จะเท่ากับ 2048×1536 (ความละเอียด QXGA) ความละเอียดระดับ 3.145 ล้าน × 3 (RGB) = 9.437 ล้านจุด โดย EVF ของกล้อง Alpha 7R IV คือ 5.76 ล้านจุด (=1600×1200×3) ลองมาดูตัวอย่างบางส่วนเพื่อเปรียบเทียบดังนี้
|
หลายล้านจุด |
ความละเอียด |
มาตรฐานหน้าจอ |
|
|
Alpha 7S III |
9.44 |
2048 × 1536 |
QXGA |
|
Alpha 7R IV / Alpha 7R III / Alpha 9 |
3.68 |
1600 × 1200 |
UXGA |
|
Alpha 7 III / Alpha 7C / Alpha 6600 / Alpha 6400 |
2.36 |
1024 × 768 |
XGA |
|
Alpha 6100 |
1.44 |
800 × 600 |
SVGA |
ความละเอียด EVF ของกล้อง Alpha 7S III เป็น 2.5 เท่าของ Alpha 7R IV, Alpha 7R III และ Alpha 9 II และเป็น 4 เท่าของกล้อง Alpha 7 III, Alpha 7C, Alpha 6600 และ Alpha 6400
▲ นี่คือ EVF ของกล้อง Alpha 7S III ที่ถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ รายละเอียดที่แสดงในภาพถ่ายต่างจากสิ่งที่เราเห็นด้วยตาเปล่า ขอบภาพถ่ายจะดูมัวเพราะมาจากโทรศัพท์มือถือ
ประสบการณ์รับชมจริงเป็นอย่างไรบ้าง EVF นี้มีรายละเอียดดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย หน้าจอเหมือนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ผิดเพี้ยน บนหน้าจอขนาด 1.44 ล้านจุดนี้คุณจะเห็นเส้นความละเอียดได้ชัดเจนเลย บนหน้าจอขนาด 2.36 หรือ 3.68 ล้านจุดมีประสิทธิภาพดี บนหน้าจอขนาด 5.76 ล้านจุดของกล้องอื่นมีประสิทธิภาพดีมาก แต่บนหน้าจอขนาด 9.44 ล้านจุดของกล้อง Alpha 7S III นี้ให้ประสบการณ์ไร้ที่ติ และตาเปล่าก็แยกความแตกต่างระหว่างเส้นสแกนในรูปภาพไม่ออก
ที่ผมประทับใจที่สุดคือการนำเสนอรายละเอียด ประสิทธิภาพในระดับเช่นนี้ควรเป็นตัวอย่างของ EVF ในอนาคต
หากเราต้องหยิบยกข้อด้อยขึ้นมาบ้าง คุณก็จะเห็นว่าตัวอักษรและไอคอนที่ด้านบนและล่างสุดของรูปภาพนั้นดูมัว (เพราะความละเอียดของโทรศัพท์มือถือนั้นต่ำ ความมัวจึงมองเห็นได้ไม่ง่ายนักจากรูปภาพด้านบน) ผมคิดว่าเป็นเพราะกล้อง Alpha 7S III ยังใช้ชุดแบบอักษรและไอคอนที่ใช้ผ่านช่องมองภาพแบบ 3.68 ล้านจุดหรือแบบความละเอียดต่ำกว่า ดังนั้นหากดูที่รูปภาพผ่านช่องมองภาพใกล้ๆ ด้วยตาเปล่า คุณจะไม่เห็นเส้นสแกนใดๆ บน EVF แต่แบบอักษรจะพร่ามัว
ช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำที่ด้านข้างมาพร้อมกับตัวล็อก ซึ่งไม่มีอยู่บนกล้อง Alpha 7R IV
กล้อง Alpha 7S III มีช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำคู่ ซึ่งรองรับการ์ด CFexpress Type A และการ์ด SD โดยสามารถเสียบการ์ดได้เพียงสองการ์ดในเวลาเดียวกัน และการ์ดทั้งสองควรเสียบในทิศทางตรงข้ามกัน
▲ การ์ด CFexpress Type A มีขนาดเล็กกว่าการ์ด SD
ช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำของกล้อง Alpha 7S III รองรับการ์ด CFexpress Type A และการ์ด SD โดยการ์ด CF-E Type A มีขนาดเล็กกว่าการ์ด SD แต่ทำงานไวกว่ามาก การ์ด Sony Tough 80G มีความเร็วการอ่านอยู่ที่ 800MB/s และความเร็วการเขียนอยู่ที่ 700MB/s ซึ่งหมายความว่าการ์ดรองรับอัตราการถ่ายโอนสูงถึง 5,600 Mbps ที่จริงแล้วอัตราการถ่ายโอนสูงสุดของกล้อง Alpha 7S III สำหรับการเข้าถึงภายในอยู่ที่ 600 Mbps ซึ่งต่ำกว่าอัตราการถ่ายโอนสูงสุดของการ์ดหน่วยความจำอยู่มาก
กล้อง Alpha 7S III ไม่ได้จำกัดให้คุณใช้การ์ด CF-E ในอัตราการถ่ายโอนสูงสุด ถึงแม้จะใช้การ์ด SD ที่ทำงานเร็ว (เช่น การ์ด UHS-II SD) คุณก็เปิดรูปแบบ XAVC S-I 4K เพื่อบันทึกวิดีโอ 60P ที่อัตราบิต 600 Mbps ได้ โดยกล้องจะเตือนให้คุณใช้การ์ดที่มีความเร็วระดับหนึ่งๆ ก็ต่อเมื่อใช้การตั้งค่านี้เท่านั้น
ต่อไป โปรดทราบว่าหากคุณต้องการบันทึกวิดีโอ 60P ในรูปแบบ XAVC S-I 4K ที่ความเร็ว 600Mbps การ์ด CF-E Type A จะต้องเป็นรุ่น VPG200 หรือสูงกว่า ซึ่งหมายความว่าความเร็วการเขียนควรสูงถึง 200MB/s การ์ดในรูปภาพข้างต้นคือรุ่น VPG400
จากนั้น เราจะมาพูดถึงเรื่องการกระจายความร้อนของกล้องบ้าง
ขณะนี้ผู้ผลิตใช้สองวิธีการสำหรับการกระจายความร้อน: การกระจายความร้อนแบบแอคทีฟและการกระจายความร้อนแบบพาสซีฟ โดยการกระจายความร้อนแบบแอคทีฟจะมีพัดลมในกล้องที่เป่าลมเย็นเข้าและกระจายความร้อนออกไปจากกล้อง ส่วนการกระจายความร้อนแบบพาสซีฟจะใช้ชิ้นส่วนนำความร้อนเพื่อดูดซับและกระจายความร้อนไปยังพื้นที่นำความร้อนแห่งอื่น เพื่อให้ความร้อนถูกกระจายออกจากพื้นที่ที่มีความร้อนเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
เครื่องบันทึกวีดีโอระดับมืออาชีพใช้การกระจายความร้อนแบบแอคทีฟ โดยมีข้อดีคือปกติแล้วเราจะวางใจในการทำงานของพัดลมมาก ยิ่งมีความร้อนมากเพียงใด พัดลมยิ่งหมุนเร็วขึ้นเท่านั้น ส่วนข้อเสียคือพัดลมจะมีเสียงดังและยังเพิ่มขนาดและน้ำหนักของกล้อง ส่วนกล้องดิจิทัลสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้การกระจายความร้อนแบบพาสซีฟ หรือในบางกรณีการกระจายความร้อนก็ไม่จำเป็น เพราะกล้องรุ่นที่ผ่านมาเหมือนจะก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการบันทึกวิดีโอที่ระดับ 4K 60P หรือสูงกว่านั้น การกระจายความร้อนอาจกลายเป็นปัญหาที่ผู้ผลิตกล้องต้องแก้ไข
กล้อง Alpha 7S III ของ Sony ใช้การกระจายความร้อนแบบพาสซีฟ ส่วนสีเงินในรูปภาพด้านบนสามารถกระจายความร้อนที่ตัวกล้องสร้างขึ้นทั้งสองด้านได้
Sony พูดว่าทางแบรนด์ใช้ “อาวุธลับ” ในกล้อง ซึ่งก็คือฮีทซิงค์กราไฟท์รูปร่าง Σ (ซิกม่า) โดยเฉพาะของ Sony เพื่อการกระจายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ Sony โฆษณาไว้ว่า “กล้องตัวนี้กระจายความร้อนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 5 เท่าเมื่อมีการถ่ายทำเป็นระยะเวลานานโดยไม่รบกวนระบบป้องกันภาพสั่นไหว" แต่ทางแบรนด์ไม่ได้กล่าวเปรียบเทียบกับกล้องยี่ห้ออื่นหรือวิธีการประเมินประสิทธิภาพแต่อย่างใด
สำหรับผมแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าสำคัญที่สุดในกล้องซีรีส์ Alpha 7 ทั้งหมดเลย ที่ผ่านมานี้ การจัดเรียงเมนูที่ไม่มีตรรกะเช่นนี้ทำให้ผมปวดหัวแทบระเบิด แต่ตอนนี้ก็มีการจัดเรียงทุกเมนูใหม่ทั้งหมดแล้ว ทิศทางการแสดงสถานะเปลี่ยนใหม่ โหมดแสดงผลเปลี่ยนใหม่ โหมดการใช้งานเปลี่ยนใหม่ และตรรกะในการจัดเรียงก็เปลี่ยนใหม่ด้วย พูดได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปทั้งหมดเลยก็ได้เช่นกัน
เมนูหลักหกรายการแสดงเป็นไอคอนต่างกันในสีที่ต่างกัน โดยจัดเรียงในสามระดับ และคุณจะเห็นทั้งสามระดับที่ต่างกันในเวลาเดียวกันได้ คุณจะเข้าใจได้ชัดเจนมากว่าอยู่ในส่วนไหนของการใช้งานแล้ว นอกจากนั้นก็จะไม่มีปัญหาใดๆ กับเมนูถ่ายภาพ/บันทึกวิดีโอ เมื่อหมุนแป้นไปยัง “ภาพถ่าย” ระบบจะแสดงการตั้งค่าภาพถ่าย เมื่อหมุนแป้นไปยัง “การบันทึกวิดีโอ” ระบบก็จะแสดงการตั้งค่าการบันทึกวิดีโอ ทั้งชัดเจนและง่ายนิดเดียว สุดท้ายคือเมนูนี้รองรับการควบคุมโดยสัมผัสและปัดหน้าจอ เมนูที่มีคุณภาพควรเป็นแบบนี้
ผมทดสอบกล้อง Alpha 7R III โดยนำไปใช้ใน National Concert Hall ระหว่างซ้อมก็มีคนขอให้ผมปิดเสียงทั้งหมดเพราะมีเสียงติ๊ดเมื่อกล้องโฟกัส ตอนอยู่ที่นั่นผมใช้เวลาอย่างน้อยห้านาทีเพื่อปิดเสียงทั้งหมดในเมนูการตั้งค่าเสียงต่างๆ ของกล้อง Alpha 7R III โดยรวมถึงเสียงชัตเตอร์กลไก เสียงระบุภาพโฟกัส และเสียงวิดีโอ การตั้งค่าสามส่วนนี้กระจายอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ท่ามกลางเมนูอื่นอีกมากกว่า 100 เมนู ตอนนี้กล้อง Alpha 7S III มีโหมดปิดเสียงที่ช่วยให้คุณปิดเสียงทั้งหมดจบรวดเดียวแล้ว โดยเงียบจนแม้แต่เสียงทำงานของรูรับแสงก็ลดลงอีกด้วย และที่สำคัญกว่านั้นคือค้นหาเมนูหาได้ง่ายไปอีก
เช่นเดียวกับรุ่นที่สองของกล้องตัวอื่นๆ กล้อง Alpha 7S III มีความละเอียดถึง 12 เมกะพิกเซลและรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K แต่คุณภาพของภาพนั้นค่อนข้างต่างไป
กล้อง Alpha 7S III ประกอบด้วยสามตัวเลือกที่ต่างกันสำหรับการบันทึก 4K 60P
เมื่อเทียบกับ H.264 แล้ว H.265 ให้การบีบอัดข้อมูลเป็นสองเท่าโดยคุณภาพของวิดีโออยู่ในระดับเดียวกัน และไฟล์มีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก แต่ข้อเสียคือคอมพิวเตอร์ต้องเร็วพอด้วย เพราะก็เหมือนกับการบรรจุสิ่งของไว้ในกล่องเล็กที่ล็อกไว้แน่นหนา คุณต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไขปริศนาและปลดล็อกกล่องนั้น การนำสิ่งเดียวกันไปใส่ใน H.264 ก็เหมือนนำสิ่งนั้นไปใส่ในกล่องกระดาษ แต่กล่องอาจกินเนื้อที่เยอะ ในเครื่อง iMac ที่ผมซื้อเมื่อปี 2017 พอเปิดไฟล์ XAVC HS ผมมองเห็นอยู่แค่เฟรมเดียว หรืออีกเฟรมแสดงขึ้นเมื่อผ่านไปแล้ว 30 วินาที นี่คือไม่ได้พูดโม้เกินจริงด้วย รูปแบบเช่นนั้นอาจใช้ทรัพยากรมากและต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับงานหลังการถ่ายทำ
ตัวอักษร “I” ของ XAVC S-I หมายถึง “Intra ทั้งหมด” โดยที่ “Intra” หมายถึงการบีบอัดภายในเฟรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ในกล้องสำหรับผู้บริโภคของ Sony ปกติแล้วกล้องจะเลือกใช้เฟรมก่อนหน้านี้ “อย่างขี้เกียจ” สำหรับวัตถุที่แลดูไม่ขยับในรูปภาพ เช่น ท้องฟ้าและก้อนเมฆ พูดง่ายๆ แล้วก็คือวัตถุที่อยู่นิ่งคือจุดที่กล้องพักการทำงาน แต่ระบบ Intra ทั้งหมดบันทึกทุกรูปภาพอย่างวางใจได้และไม่มีวันขี้เกียจเลย อัตราข้อมูลโดยเฉลี่ยของการบันทึก 4K 60P ในรูปแบบ 4:2:2 ที่ 10 บิตอยู่ที่ 600 Mbps ซึ่งสูงกว่า XAVC S/HS ที่มีข้อมูลจำเพาะเดียวกันถึงสามเท่า เพราะอย่างนั้นคอมพิวเตอร์ของผมเลยทำงานไม่ได้
เมื่อใช้กล้อง Alpha 7S III เพื่อการบันทึก 4K 60P ในรูปแบบ 16:9 จะมีการสุ่มตัวอย่างเกินจาก 10 เมกะพิกเซลและมีการครอบตัดพื้นที่ 90% จากรูปภาพที่บันทึกโดยเซนเซอร์ภาพ ดั้งนั้นเนื่องจากกล้อง Alpha 6600 ที่มีเซนเซอร์ 24MP มาพร้อมกับการสุ่มตัวอย่างเกิน 6K ให้ลดเหลือ 4K ผมจึงถาม Sony ว่าทำไมทางแบรนด์จึงบอกว่ากล้อง Alpha 7S III มอบคุณภาพของภาพ 4K ที่ดีที่สุด Sony ตอบกลับมาว่าคุณภาพของภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความละเอียดเพียงเท่านั้น ในบรรดากล้องดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค Alpha 7S III ถือว่าไม่มีตัวใดเทียบได้ในด้านช่วงไดนามิก ระบบการเก็บข้อมูลสีย่อยแบบดิจิทัล และความลึกของสี
วิดีโอในรูปแบบต่างๆ: วิดีโอสองรายการทางด้านซ้ายอยู่ในรูปแบบ H.265 วิดีโอสองรายการตรงกลางอยู่ในรูปแบบ XAVC S และวิดีโอสองรายการทางด้านขวาอยู่ในรูปแบบ XAVC S-I
ถ้าพูดกันตรงๆ ผมไม่เห็นความแตกต่างเลย ถึงจะไม่ได้โพสต์ลงบน YouTube ก็ตาม ผมดูไม่ออกเลยเวลาอยู่บนคอมพิวเตอร์ พูดอีกอย่างก็คือถ้าผมลบคำทั้งหมดแล้วจัดเรียงลำดับของวิดีโอพวกนี้ใหม่ ผมก็คงดูไม่ออกเลยว่าต่างกันอย่างไรบ้าง คุณก็ด้วยใช่ไหมล่ะครับ
Sony ใช้ระบบโฟกัสดวงตา/ใบหน้าอัตโนมัติเป็นครั้งแรกในรุ่น Alpha 7R II ตั้งแต่นั้นมา Sony ก็เป็นที่หนึ่งด้านความสามารถในการจดจำใบหน้า/ดวงตาในอุตสาหกรรมกล้อง
ที่ผ่านมา เราถ่ายภาพในโหมด AF-C เพื่อตัดสินความสามารถในการโฟกัสของกล้อง แต่ Sony ย้ำว่า Alpha 7S III มาพร้อมกับความสามารถในการโฟกัสที่ทรงประสิทธิภาพเท่ากันไม่ว่าในโหมดหรือรูปแบบใดๆ และไม่ว่าจะใช้เพื่อบันทึกภาพหรือวิดีโอ
คุณอาจสงสัยว่าทำไมรูปแบบวิดีโอถึงกระทบความสามารถในการโฟกัส นั่นก็เพราะทรัพยากรที่โปรเซสเซอร์ภาพของกล้องใช้ได้นั้นเป็นแบบจำกัด ที่ผ่านมา ยิ่งคุณภาพของวิดีโอสูงขึ้นและยิ่งอัตราเฟรมที่เลือกไว้สูงขึ้น โปรเซสเซอร์ภาพก็ยิ่งรับภาระมากขึ้นไปอีก และความสามารถของโปรเซสเซอร์ในการโฟกัสก็จะได้รับผลกระทบด้วย
เช่น เวลาที่ถ่ายทำวิดีโอที่อัตราเฟรมสูง (เช่น 180 เฟรมต่อวินาทีหรือ 240 เฟรมต่อวินาที หรือแม้แต่ 120 เฟรมต่อวินาที) กล้องบางตัวอาจสูญเสียความสามารถในการโฟกัส เช่น เวลารุ่นคู่แข่งถ่ายวิดีโอ HD ที่ 180p โฟกัสอัตโนมัติจะเปลี่ยนไปเป็นโฟกัสด้วยตนเอง ส่วนในกรณีการใช้งานที่คล้ายกัน ความเร็วการโฟกัสของกล้องบางตัวก็ก็อาจช้าลง
นี่คือเหตุผลที่ Sony โฆษณาว่ากล้อง Alpha 7S III มอบความสามารถในการโฟกัสระดับเดียวกันได้ในทุกรูปแบบ ซึ่งมีความหมายอีกอย่างก็คือ “ความสามารถของโปรเซสเซอร์ภาพได้รับการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด” กล้อง Alpha 7S III ใช้ระบบประมวลผลภาพ BIONZ XR ใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยประสิทธิภาพในระดับสูงกว่าโปรเซสเซอร์ก่อนหน้านี้ถึงแปดเท่า ฉะนั้นกล้องตัวนี้เลยถ่ายวิดีโอ HFR ที่ต้องใช้โฟกัสอัตโนมัติและการจดจำใบหน้าได้ดีทีเดียว
คราวนี้ผมขอพูดอีกเรื่องหนึ่ง Sony เริ่มใช้ “ระบบโฟกัสดวงตาอัตโนมัติแบบเรียลไทม์” เป็นครั้งแรกใน Alpha 6400 ที่เปิดตัวในปี 2019 ที่จริงแล้วฟังก์ชันในรุ่น Alpha 6400 พร้อมให้ใช้งานเพื่อถ่ายภาพเท่านั้น และไม่รองรับการบันทึกวิดีโอ ระบบโฟกัสดวงตา/ใบหน้าอัตโนมัติสำหรับการบันทึกวิดีโอไม่มีให้ใช้งานในรุ่นก่อนที่ RX100 Mark VII จะเปิดตัวในปีเดียวกันและรุ่นหลังจากนั้นต่อมา
ต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบวิดีโอสองรายการ ด้านซ้ายคือวิดีโอ 4K 60P ที่ถ่ายด้วยกล้อง Alpha 7S III ในโหมด XAVC S-I (4:2:2 10 บิต) ที่อัตราบิตสูงสุด 600 Mbps ด้านขวาคือวิดีโอ 4K 120P หากสองโหมดนี้ใช้ถ่ายทำพร้อมระบบโฟกัสดวงตา/ใบหน้าอัตโนมัติได้ ก็จะใช้งานได้ดีในรูปแบบ/อัตราเฟรมอื่นแน่นอน
4K 60P
4K 120P
สองวิดีโอนี้ได้มาจากการบันทึกภายนอกหน้าจอ Alpha 7S III ผ่านการเชื่อมต่อ HDMI และในเวลาเดียวกัน Alpha 7S III เองก็บันทึกอยู่ด้วย คุณจะเห็นเฟรมตัวแสดงสถานะสีแดง “กำลังบันทึก” อย่างชัดเจนบริเวณหน้าจอ
สำหรับการโฟกัสของวิดีโอ ผมใช้โฟกัสที่ความเร็วระดับ 7 และความไวระดับ 5 ซึ่งเป็นความเร็วออโต้โฟกัสที่ไวที่สุด และเช่นเดียวกันเราก็ขอให้ตัวแบบหันหลังเพื่อรบกวนระบบโฟกัสของกล้อง แต่กล้อง Alpha 7S III ก็สอบผ่านฉลุย เพราะไม่มีความล่าช้าหรือการโฟกัสซ้ำเลย โดยกล้องทำงานได้ดีมากและให้ประสิทธิภาพแบบไม่มีที่ติ ขอบอกตรงๆ ว่ามันเจ๋งมากเลยล่ะ
วิดีโอด้านบนถ่ายเมื่อเวลาประมาณ 16:30 น. ในสภาพแวดล้อมที่แสงแดดถูกบัง และความสว่างโดยรวมไม่แย่นัก วิดีโอต่อไปนี้ถ่ายในสภาพแวดล้อมมืดตอนกลางคืนใน Treasure Hill ซึ่งจัดเทศกาลแสงสี โดยวิดีโอบันทึกในสถานที่ไม่มีแสงข้างนอกพื้นที่จัดเทศกาลเพื่อทดสอบว่าความสามารถในการโฟกัสของ ALPHA 7S III ในที่มืดนั้นทัดเทียมกับเวลากลางวันหรือเปล่า
ขณะถ่ายทำวิดีโอนี้ ความเร็วการโฟกัสต่างจากตอนกลางวัน โดยที่เราใช้ความเร็วการโฟกัสเริ่มต้นระดับ 5 และความไวระดับ 3 เพื่อให้ได้ความเร็วการโฟกัสที่นุ่มนวล
คุณคงคิดว่า F2.8 1/50s ISO 20000 ต้องมืดเกินไปแน่เลยใช่ไหม แต่ถึงสถานที่จะมืดขนาดนั้น ระบบโฟกัสก็ยังตามติดใบหน้าและดวงตาของตัวแบบได้อยู่
สังเกตไหมว่าจุดสีรบกวนในรูปภาพดูจะเปลี่ยนแปลงไปตลอด เราจะพูดถึงเรื่องนี้เมื่อไปถึงหัวข้อความไวแสง ISO ของกล้อง แต่ผมขอบอกคุณว่ากล้อง Alpha 7S III มีคุณสมบัติพิเศษที่ซ่อนอยู่ตรงนี้ อยากรู้คำใบ้ไหม ความไวแสงที่แสดงตรงมุมขวาล่างเปลี่ยนไปขณะที่จุดสีรบกวนปรากฏและหายไป ขอให้คุณดูวิดีโออีกครั้งหลังจากที่เราพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อความไวแสง ISO ของกล้องแล้ว
เราได้ตรวจสอบความเร็วการโฟกัสของกล้องสำหรับใบหน้ามนุษย์และทดสอบความสามารถในการจดจำใบหน้ามนุษย์ ขณะใช้งานการโฟกัสของทั้งหน้าจอ ในทางทฤษฎีแล้วออโต้โฟกัสใบหน้ามนุษย์ควรจะใช้ทรัพยากรของโปรเซสเซอร์มากที่สุด แต่เรามาคุยกันเรื่องความเร็วการโฟกัสของกล้อง Alpha 7S III ตอนที่ใช้จุดโฟกัสเดียวกันดีกว่า
ความเร็วโฟกัสกล้อง
ความเร็วโฟกัสวิดีโอ
ความเร็วการโฟกัสขณะถ่ายภาพอยู่ในอันดับต้นๆ แต่ผมไม่คิดว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับกล้อง Alpha 7S III เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ความเร็วการโฟกัสวัตถุ ในวิดีโอนี้ ผมลองใช้ความเร็วการโฟกัสและความไวแสงระดับต่างๆ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทถัดไป
ระหว่างถ่ายภาพ กล้องหลายตัวช่วยให้ผู้ใช้ปรับความไวแสงในการโฟกัสได้ ซึ่งสำคัญเป็นพิเศษต่อการถ่ายตัวแบบที่ขยับเขยื้อน คุณสามารถปรับความไวแสงและโฟกัสเพื่อตัดสินใจได้ว่าระบบโฟกัสควรเพิกเฉยต่อตัวแบบที่ปรากฏขึ้นทันที หรือสลับไปหาตัวแบบที่ไม่ได้คาดคิดทันที ส่วนการถ่ายภาพนั้นปกติแล้วต้องใช้การโฟกัสแบบเร็ว ฉะนั้นกล้อง Alpha 7S III จึงมีสองตัวเลือกในการตั้งค่าโฟกัสดังนี้
ความเร็วการเปลี่ยนจุดออโต้โฟกัสคือ “ระยะเวลา” จากจุดเริ่มโฟกัสจนถึงจุดที่รูปภาพอยู่ในโฟกัส และความไวแสงเมื่อสลับตัวแบบของออโต้โฟกัสคือ “เวลาตอบสนอง” ที่กล้องใช้เพื่อเปลี่ยนสลับไปโฟกัสตัวแบบใหม่ โดยพารามิเตอร์แรกเกี่ยวข้องกับระยะเวลาโฟกัส ส่วนพารามิเตอร์ที่สองเกี่ยวข้องกับเวลาตอบสนองที่กล้องใช้เพื่อเริ่มโฟกัส
เราไปดูการตั้งค่าต่อไปนี้กันดีกว่า ความเร็วการโฟกัสระดับ 5 และความไวแสงระดับ 3
กล้อง Alpha 7S III มีความเร็วการเปลี่ยนจุดออโต้โฟกัสเจ็ดระดับที่เลือกได้สำหรับการบันทึกวิดีโอและระดับเริ่มต้นคือ 5 กล้องมีความไวแสงอยู่ห้าระดับและระดับเริ่มต้นคือ 5 วิดีโอนี้ถ่ายทำที่ความไวแสงระดับ 3
อย่างที่คุณเห็นจากวิดีโอด้านบนแล้ว พอผมย้ายจุดโฟกัสตรงกลางไปที่ตำแหน่งใหม่ รูปภาพก็มีความล่าช้าเล็กน้อย นั่นเป็นผลลัพธ์จากการปรับความไวแสงเป็นระดับ 3 (ระดับปานกลาง) และความเร็วการโฟกัสก็อยู่ระดับปานกลางด้วย
คราวนี้ลองการตั้งค่าอีกแบบบ้าง เป็นความไวแสงคงเดิมและความเร็วการโฟกัสปรับเป็น 1
ความเร็วการโฟกัสลดลงต่ำมาก หลังจากโฟกัสย้ายไปยังจุดคงที่ ระบบก็ใช้เวลาราวๆ ห้าถึงหกวินาทีเพื่อให้กล้องโฟกัสจนสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการตั้งค่าโฟกัสที่นุ่มนวลที่สุดสำหรับกล้อง Alpha 7S III ในการถ่ายภาพ ถือว่าความเร็วการโฟกัสระดับนี้ช้าเกินไป แต่การบันทึกวิดีโอถือว่าความเร็วการโฟกัสระดับต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราว
สังเกตว่าผมใช้ฟังก์ชันโฟกัสแบบสัมผัสจอเพื่อถ่ายวิดีโอนี้ เมื่อคุณใช้ฟังก์ชันโฟกัสแบบสัมผัสจอ การแตะจะเป็นการเขียนทับการตั้งค่าความไวแสง ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าความไวแสงที่เลือกไว้จะสูงหรือต่ำ เมื่อคุณแตะจุดโฟกัสบนหน้าจอด้วยนิ้วแล้ว ความไวแสงก็จะเป็นแบบ “ในทันที” โดยจะเริ่มโฟกัสทันทีที่นิ้วแตะหน้าจอ แต่ความเร็วก็ยังจำกัดอยู่ที่ความเร็วการโฟกัสที่เลือกไว้ในเมนู
ลองมาดูผลลัพธ์ของการใช้การตั้งค่าถึงขีดสุดกัน ความเร็วโฟกัสสูงสุดแต่ความไวแสงต่ำสุด
ผมคิดว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่คงไม่เลือกการตั้งค่านี้ หลังจากที่หน้าจอขยับไปยังจุดคงที่แล้ว กล้องจะใช้เวลาสักพักเพื่อเริ่มโฟกัส แต่ความเร็วการโฟกัสจะไวมาก กระบวนการนี้จะดูเหมือนคนที่ทำสิ่งต่างๆ อย่างช้าๆ จากนั้นเริ่มขับเคลื่อนอย่างฉับพลัน
สำหรับการบันทึกวิดีโอ โฟกัสและความเร็วในการตอบสนองของกล้องจะปรับได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในกล้องดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถใช้พารามิเตอร์ทั้งสองประกอบกันในการถ่ายทอดเรื่องราว
เมื่อเปิดตัว Sony Alpha 7S คุณสมบัติด้านการลดจุดสีรบกวนและระดับ ISO สูงมากถือเป็นจุดขาย เพราะเป็นหนึ่งในกล้องเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จงใจลดความละเอียดของภาพโดยแลกมากับ ISO สูงและจุดสีรบกวนน้อย สำหรับ Sony Alpha 7S II การบันทึกวิดีโอ 4K เป็นจุดขาย สำหรับ Alpha 7S III ดูเหมือนว่า ISO สูงมากก็ไม่ได้เป็นจุดขายที่น่าดึงดูดอีกแล้ว ว่าอย่างนั้นไหมครับ
วิดีโอต่อไปนี้ถ่ายทำตอนที่ผมพักอยู่ที่ U.I.J Hotel & Hostel ในไถหนาน หลังเวลา 23:00 น. แสงไฟที่ระเบียงชั้นสามก็ปิด สภาพแวดล้อมตอนนั้นจึงมืดที่สุด ซึ่งเป็นโอกาสเหมาะเจาะมากในการทดสอบประสิทธิภาพของกล้องที่ ISO ระดับสูง ผมใช้เลนส์ 24-70 มม. F2.8 และรูรับแสงก็ไม่ใหญ่มาก รูปภาพที่ออกมาเลยมืดเมื่อระดับ ISO ต่ำ ความสว่างถึง -0.7EV ตอนที่ระดับ ISO สูงจนถึง 6400 แล้ว และที่ระดับ ISO สูงกว่านั้น ผมก็ปรับรูรับแสงเพื่อรักษาการรับแสงให้คงเดิม
วิดีโอนี้ถ่ายทำโดยไม่ใช้โปรไฟล์ภาพ ความไวแสงของวิดีโอที่ ISO ระดับ 3200 หรือต่ำกว่าไม่น่าพึงพอใจ การลดจุดสีรบกวนที่ ISO ระดับ 6400 หรือสูงกว่าดีมาก ภาพวิดีโอชัดเจนมากที่ ISO ระดับ 12800 พอผมสังเกตเห็นว่ามีจุดสีรบกวน ISO ก็อยู่ระดับ 51200 แล้ว การลดจุดสีรบกวนของกล้อง Alpha 7S III เมื่อใช้ ISO ระดับสูงนั้นน่าประทับใจมาก โดยที่คุณตั้งค่าระดับ ISO สูงเท่าใดก็ได้โดยไม่มีปัญหา
ปกติแล้วผู้ใช้ทั่วไปไม่ได้สนใจที่จะตั้งค่าโปรไฟล์ภาพในเมนูของ Sony ซึ่งก็ทรงพลังมาก แต่ประโยชน์ก็สังเกตเห็นได้ในงานหลังการถ่ายทำแล้วเท่านั้น โดยเป็นคุณสมบัติที่ผู้ใช้งานขั้นสูงนิยมใช้กัน โดยเฉพาะผู้ที่หลงใหลในการถ่ายทำ
แล้วโปรไฟล์ภาพคืออะไรกัน เรื่องนี้มีการตัดสินใจก่อนจะสร้างไฟล์วิดีโอแล้ว โปรไฟล์ภาพที่ต่างกันจะใช้วิธีการบันทึกที่ต่างการเพื่อแสดงรูปภาพ โดยค่าเริ่มต้นแล้ว กล้องจะไม่ใช้โปรไฟล์ นั่นคือจะบันทึกภาพในแนวตรง สิ่งนี้ทำให้ส่วนที่สว่างของรูปภาพสว่างจ้าได้ง่ายและส่วนที่มืดมักจะมืดเกินไป กล้องตัวนี้ยังใช้กับโปรไฟล์ภาพ Log ได้ด้วย ซึ่งเพิ่มช่วงไดนามิกของความสว่างและความมืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อช่วงไดนามิกสูงขึ้น สีที่แสดงได้จะต่างออกไป โปรไฟล์ภาพรวมสองสิ่งเข้าด้วยกัน นั่นคือ “เส้นกราฟแกมม่า” และ “ช่วงสี” เส้นกราฟแกมม่าเกี่ยวข้องกับความสว่างและความมืด ขณะที่ช่วงสีเกี่ยวข้องกับเฉดต่างๆ ของสี
กล้อง Alpha 7S III ไม่ใช้ล็อกรูปภาพแต่มาพร้อมกับโปรไฟล์ภาพที่ต่างกันรวม 10 โปรไฟล์ โดยแสดงในลักษณะต่อไปนี้
โปรไฟล์รูปภาพเกี่ยวข้องกับสองปัจจัย นั่นคือประสิทธิภาพของความสว่างและความมืดอย่างช่วงไดนามิก และประสิทธิภาพสี ดังนั้นคุณจึงเปรียบเทียบความแตกต่างด้านสีของรูปภาพ รายละเอียดของท้องฟ้าและ North Gate รวมทั้งเงาภายใน North Gate
มีคนจาก Sony แนะนำให้ผมใช้ S-Log3 (PP8/PP9) เพื่อถ่ายทำเพราะมีช่วงไดนามิกมากกว่า 15 สต็อปด้วยกัน ขอให้สังเกตว่า 15+EV ที่ Sony อธิบายไว้ในโฆษณาจะปรับค่าถึงจุดนั้นได้ภายใต้สภาวะ S-Log3 ถ้าโปรไฟล์ภาพปิดอยู่ ประสิทธิภาพระดับนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย
ผมขอย้ำว่าถ้าเคยลองใช้ S-Log คุณอาจรู้สึกว่ามีจุดสีรบกวนในรูปภาพเยอะมาก และคุณอาจสังเกตว่าความไวแสงนั้นสูงมาก เช่น ในโปรไฟล์รูปภาพ S-Log2 ของ Alpha 7S II จุดเริ่มต้นของความไวแสงคือ ISO 1600 ซึ่งแปลว่าถ้าถ่ายทำช่วงกลางวัน คุณจะต้องเพิ่มฟิลเตอร์ Neural Density สำหรับโปรไฟล์รูปภาพ S-Log3 ของ Alpha 7S III จุดเริ่มต้นของความไวแสงคือ ISO 640 และลดลงไปได้ถึง ISO 160 กล่าวคือถ้าคุณออกไปโดยไม่มีฟิลเตอร์ คุณก็ใช้ ISO 160 ได้เช่นกัน
ความไวแสงต่ำสุดภายใต้เส้นกราฟ S-Log:
| กล้อง | ความไวแสงต่ำสุดในโหมด S-Log |
| Alpha 7S II | 1600 |
| Alpha 7 III | 800 |
| Alpha 7R IV | 500 |
| Alpha 7S III | 160 (ลงมาจาก ISO 640) |
ถ้าพูดตรงๆ คนส่วนใหญ่แทบไม่ใช้ S-Log3 กันเพราะข้อดีจะมองเห็นได้ในงานหลังการถ่ายทำเท่านั้น ผมขอย้ำอีกว่าช่วงไดนามิกมากกว่า 15 สต็อปที่โฆษณาโดย Sony นั้นมาจาก S-Log3 เดี๋ยวผมจะให้คุณดูความแตกต่างระหว่าง S-Log3 และเวลาที่ปิดโปรไฟล์ภาพดู (การตั้งค่าที่คนส่วนใหญ่เลือก)
S-Log 3
ไม่มีโปรไฟล์ภาพ
S-Log 3
ไม่มีโปรไฟล์ภาพ
ลองสังเกตความแตกต่างในรายละเอียดของส่วนที่สว่างและมืด ในวิดีโอที่ถ่ายทำโดยปิดโปรไฟล์ภาพ ส่วนที่สว่างจะจ้าเกินพอดี และในวิดีโอที่ถ่ายทำด้วย S-Log3 รายละเอียดสะท้อนอยู่ในภาพอย่างถูกต้องตามจริง
S-Log 3
ไม่มีโปรไฟล์ภาพ
S-Log 3
ไม่มีโปรไฟล์ภาพ
การรักษารายละเอียดในพื้นที่มืดก็เป็นจุดแข็งของ S-Log3 อีกด้วย
S-Log 3
ไม่มีโปรไฟล์ภาพ
คราวนี้ผมขอนำเสนอข้อดีของ S-Log3 ด้วยวิดีโอที่ตัดต่อมาสองรายการนี้: วิดีโอทิวทัศน์และวิดีโอถ่ายคน ทั้งสองช็อตถ่ายโดยใช้เส้นกราฟแกมม่า S-Log3 และ Look Up Table (LUT) เส้นกราฟแกมม่า S-Log3 และ S-Gamut3 มีการแปลง Cine เป็น ITU.709 ซึ่งแสดงบนหน้าจอปกติได้ คุณจะเห็นได้ว่าสีได้กลายเป็นปกติ และรายละเอียดของส่วนที่สว่างและมืดยังได้รับการคงรักษาไว้ครบถ้วนด้วย
ผมเชื่อว่าผู้บริโภคหลายคนซื้อกล้อง Alpha 7S III เพราะว่าสามารถถ่ายทำภาพยนตร์ 4K ได้ที่ 120 เฟรมต่อวินาที ตอนนี้คุณใช้กล้องส่วนใหญ่เพื่อถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้ว แต่หากต้องการจับภาพที่มีรายละเอียดสูง ผู้ใช้ต้องเลือกเป็น Full HD โดยอาจอยู่ที่ 120, 180 หรือกระทั่ง 240 เฟรมต่อวินาที หรือใช้การคำนวณรูปภาพเพื่อจำลองวิดีโอ 4K 120P จาก 4K 60P อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 4K 120P อย่างแท้จริง รุ่นที่มีวางจำหน่ายในตลาดกล้องปัจจุบันก็มีน้อยมาก แม้แต่กล้องระดับมืออาชีพก็ทำไม่ได้เลย
สำหรับวิดีโอ 4K 120P ของกล้อง Alpha 7S III แล้ว Codec จำกัดอยู่ที่ H.264 และควรเลือกรูปแบบ XAVC S แต่ก็ยังมีอีกสองตัวเลือกคือ 4:2:0 8 บิต (200 Mbps) และ 4:2:2 10 บิต (280 Mbps) สำหรับวิดีโอ 4K 120P แล้ว 4:2:2 10 บิตค่อนข้างหายาก
เมื่อถ่ายทำวิดีโอ 4K 120P กล้อง Alpha 7S III จะไม่ใช้โหมด S&Q ฉะนั้นกล้องจึงบันทึกเสียงขณะถ่ายทำได้ และความเร็วการเล่นก็อยู่ที่ 120 เฟรมต่อวินาทีด้วย สำหรับวิดีโอต่อไปนี้ ผมขอให้นักตัดต่อลดความเร็วการเล่นเหลือ 0.2 เท่าแล้วลดความเร็ววิดีโอเหลือ 24 เฟรมต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วปกติถ้าไม่มีการปรับในงานหลังการถ่ายทำ
ดูเมนูสิครับ ในที่สุดก็มีเมนูปกติเสียที
ผมถึงขนาดท้าให้เพื่อนปิดฟังก์ชันเสียงทั้งหมดบนกล้อง Sony ของเขา (Alpha 7R IV) ภายในหนึ่งนาทีด้วย รวมถึงเสียงชัตเตอร์ เสียงโฟกัส ระดับเสียงเล่นวิดีโอ และโทนเสียงเตือนสำหรับตัวนับเวลาถอยหลัง ผมอยากจะรู้ว่าเขาต้องใช้เวลาเท่าไหร่ (ก่อนหน้านี้การตั้งค่าเหล่านี้กระจายอยู่ไปทั่วเมนูส่วนต่างๆ)
ผมรู้สึกผิดหวังกับเมนูเก่าของ Sony ถึงขนาดที่ผมแทบเป็นบ้าทุกครั้งที่ใช้กล้อง Sony เลย การจัดเรียงเมนูพวกนั้นพูดได้เลยว่าขาดตรรกะไปหมดจริงๆ อย่างตอนที่ผมมักถามว่า “ผมจะหาการตั้งค่าการบันทึกได้ตรงไหน”, “การตั้งค่า HDR อยู่ที่ไหนของหน้าแรก หรือหน้าที่ห้า หรือหน้าที่เจ็ด” หรือ “การตั้งค่าปุ่มลัดนี้มีไว้สำหรับถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอ” ระหว่างผมทดสอบกล้อง Alpha 9 II ผมแทบหัวเสียตอนที่พยายามป้อนที่อยู่ IP เพราะหน้าจอไม่รองรองระบบสัมผัส Sony ได้เปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ เล็กน้อยแต่ก็ไม่พอเลย และผมก็ไม่คิดว่ามันช่วยอะไรได้ด้วย มีคนเคยบอกผมว่าถ้าหาฟังก์ชันหนึ่งๆ ยากนัก ก็ตั้งปุ่มลัดได้อยู่ ผมอยากจะตอบกลับไปเลยว่า “มีใครเขาตั้งปุ่มลัดกันบ้างล่ะ” สำหรับกล้อง 61MP ที่มีเส้นรุ้งสูงมากและความชัดเจนของภาพแม้ใช้ ISO สูง พร้อมความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่องมากกว่า 1,000 รูปภาพ เมนูของกล้องกลับไม่ได้ใช้งานง่ายเอาเสียเลย Sony ควรกลับไปปรับอินเทอร์เฟซผู้ใช้ให้เหมาะสมเสียก่อน
แต่ในที่สุดกล้อง Alpha 7S III ก็มีเมนูโฉมใหม่แล้ว หมวดหมู่และหมวดหมู่ย่อยของเมนูที่ชวนมึนงงในตอนแรกได้รับการออกแบบใหม่โดยใช้รูปแบบและสีที่ต่างจากเดิม ประกอบกับข้อความต่างๆ การจัดเรียงแบบบนลงล่างช่วยให้เข้าใจเมนูนับร้อยได้ง่าย นอกจากนี้ แบรนด์ได้เพิ่มระบบสัมผัสเข้ามาและเมนูก็เข้าถึงได้โดยการปัดหน้าจอ ผมไม่ปรบมือให้ Sony ที่เปลี่ยนแปลงแบบนี้หรอกนะเพราะมันควรจะมีมาตั้งนานแล้ว แต่อย่างน้อยกล้อง Alpha 7S III ก็มีเมนูที่ช่วยให้ผมหาการตั้งค่าฟังก์ชันได้ง่าย ถึงจะไม่ไร้ที่ติแต่ก็ใช้ได้ ถ้าคุณเป็นคนที่หัวร้อนเวลาที่หาการตั้งค่าฟังก์ชันได้ยาก คุณน่าจะชอบเมนูของกล้อง Alpha 7S III ตรรกะเมนูของ Sony ไม่ได้เป็นปัญหาของผมอีกแล้ว
EVF ขั้นสุดยอดไม่ต่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
สำหรับผม สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดรองลงมือในกล้องตัวนี้คือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความคมชัดสูง คุณอาจจะเชื่อว่า EVF ขนาด 3.68 ล้านจุดไม่ได้แย่อะไรและ EVF ขนาด 5.76 ล้านจุดถือว่าดีมาก แต่ถ้าลองดู EVF ขนาด 9.44 ล้านจุดนี้ คุณจะได้มองโลกใบใหม่ที่แตกต่างจากเดิมไปเลย ช่องมองภาพที่มีความละเอียด 2048x1536 ตรงนี้ดูเหมือนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย
ผมไม่คิดว่ากำลังขยายของช่องมองภาพที่ 0.9 เท่าจะเห็นได้ชัดเท่าไหร่นัก คุณอาจรู้สึกว่ารูปภาพแลดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ความละเอียดของรูปภาพนั้นต่างกันมาก ทุกครั้งที่สลับดวงตาที่มองจากหน้าจอเป็นช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ คุณจะทึ่งจนพูดออกมาว่า “โอ้โห รายละเอียดตรงนี้ชัดเจนไปหมดเลย”
● ความไว้วางใจในการทำงานสำคัญกว่าข้อมูลจำเพาะขั้นสูงของเครื่อง
หลังจากที่รอคอยมาห้าปี เราคิดว่า Sony Alpha 7S III จะมีความละเอียดสูงกว่า 4K และขึ้นไปถึงอย่างน้อย 5K หรือแม้แต่ 6K แต่น่าประหลาดใจที่ Sony ใช้กลยุทธ์เดิมอย่างมั่นคงแทน ข้อเสนอแนะจากผู้ใช้จำนวนมากช่วยให้ Sony เข้าใจว่าความต้องการของ “ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงเป็นการถ่ายทำวิดีโอ 4K อยู่” Sony ไม่เพียงพยายามพัฒนาความละเอียดที่สูงขึ้นไป แต่ตั้งใจยกระดับคุณภาพของภาพระดับ 4K ให้ดีที่สุดด้วย กล้อง Alpha 7S III สามารถรองรับการบันทึกวิดีโอ 4K/60P ด้วยความลึกของสี 10 บิตและระบบการเก็บข้อมูลสี 4:2:2 เมื่อใช้การบีบอัดแบบ Long-GOP หรือแบบ Intra ทั้งหมด ในโหมด S-Log3 กล้องมาพร้อมกับช่วงไดนามิก 15 สต็อป เป้าหมายคือเพื่อนำเสนอคุณภาพระดับ 4K ชั้นเลิศที่สุดให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ ผมคิดว่ากลยุทธ์ของ Sony สมควรได้รับคำชื่นชมด้วย
▲ตัวแสดงสถานะการบันทึกวิดีโอที่เพิ่มมาใหม่ จุดแดงเดิมที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอได้เปลี่ยนเป็นเฟรมสีแดงแล้ว ตัวแสดงสถานะการบันทึกที่ตามองอย่างไรก็ไม่พลาดนี้ ช่วยเตือนไม่ให้ผู้ใช้ลืมกดปุ่มการบันทึกวิดีโอ
แค่ปรับฟังก์ชันเดิมให้เหมาะสมยังไม่พอ กล้อง Alpha 7S III ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เทียบเท่ากับกล้อง Alpha 7R IV ในเรื่องความสามารถในการทำงานของปุ่ม เพราะทุกปุ่มได้รับการออกแบบให้ลึกขึ้น มินิจอยสติ๊กเพิ่มเข้ามา ปุ่มการบันทึกวิดีโอแยกต่างหากที่ไม่มีทางหลุดรอดสายตาถูกเพิ่มเข้ามาที่ด้านบนของกล้อง ระบบรองรับ HDMI Type A แบตเตอรี่ลิเทียมซีรีส์ Z แถมมาด้วย ตรรกะเมนูได้รับการอัปเดตใหม่อย่างดีเยี่ยม และตัวแสดงสถานะการบันทึกวิดีโอถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้การบันทึกวิดีโอชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น กล้องยังมาพร้อมกับออโต้โฟกัสที่ทรงพลังสำหรับการถ่ายภาพและวิดีโอ กล้อง Alpha 7S III อาจจะไม่ใช่ตัวแรกที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ แต่ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ Sony ทำตามประสบการณ์ใช้งานกล้อง Alpha 7/Alpha 9 ของผู้ใช้ตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผสมผสานกันนี้ช่วยให้กล้องซีรีส์ Alpha 7 มอบความสามารถในการทำงานชั้นยอดกว่าที่เคยมีมา รายละเอียดเล็กๆ พวกนี้เองที่นำไปสู่ความน่าเชื่อถือและการทำงานที่นุ่มนวลของกล้องซึ่งมองหาไม่ได้บนเอกสารข้อมูลจำเพาะ
ถ้าคุณไม่ได้ตั้งเป้าจะถ่ายทำวิดีโอ 5K/6K/8K ถ้างบประมาณมีจำกัดและไม่พอซื้อกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ หรือถ้าชอบใช้มือถือเองมากกว่าใช้รางสไลด์หรือเครนใหญ่ๆ กล้อง Alpha 7S III ถือเป็นตัวเลือกชั้นเยี่ยมเลย (ถ้าฝีมือการโฟกัสของคุณยังไม่ดีพอ ระบบโฟกัสดวงตาอัตโนมัติของกล้องจะช่วยคุณได้อย่างมาก) ผมคิดว่ากล้อง Alpha 7S III มีประสิทธิภาพคุ้มราคาอย่างเหลือเชื่อ ถ้ายังไม่แน่ใจ ขอให้เช่ากล้อง Alpha 7S III แล้วลองดูก่อนได้ การันตีว่าต่างจากกล้อง Alpha 7S II หลังจากฝึกใช้จนคล่องมือแล้ว ผมว่าคุณคงจะตะลึงกับประสิทธิภาพแน่นอน
คุณสมบัติของ Sony Alpha 7S III ที่ควรค่าต่อคำชื่นชม:
สิ่งที่ปรับปรุงได้ในกล้อง Sony Alpha 7S III:
วิดีโอด้านบนถ่ายทำที่ความละเอียดระดับ 4K 120P
--------------------- Special thanks ---------------------
The night-time photographs of people were all taken at Treasure Hill. An exhibition is being held during the “Treasure Hill Light Festival”. Featuring the concept of “symbiosis” as a starting point, it gathers works from well-known artists. Many of the works are installations relating to light. Visitors are welcome.
Like us on Facebook
Subscribe on YouTube
Follow us on Instagram